การทำความดีและรางวัลที่รัฐบาลอินเดียมอบให้พลเรือน
187 views
0
0

การทำความดีและรางวัลที่รัฐบาลอินเดียมอบให้พลเรือน

เพลง kabhi pyase ko pani pilaya nahin (เมื่อไม่เคยป้อนน้ำให้คนกระหาย)

• เพลงเก่า ไม่ทราบผู้แต่ง มีผู้นำมาร้องและเผยแพร่อยู่ทั่วไปในสื่อสังคมออนไลน์อินเดีย มีเนื้อหามุ่งเตือนใจให้เรากลับมาทบทวนการกระทำของตนเองว่า สิ่งทั้งหลายที่เราเรียกว่าบุญกุศลหรือความดีทางศาสนา แท้ที่จริงเราทำด้วยจิตใจเช่นใดกันแน่ ทั้งนี้เพื่อให้เราได้ปรับทัศนคติใหม่และแก้ไขการกระทำของตนเองในกาลต่อไป

• เมื่อไม่เคยป้อนน้ำให้คนกระหาย ประโยชน์อะไรจะป้อนน้ำอมฤตให้ทีหลัง
เมื่อไม่เคยอุ้มคนล้มให้ลุกขึ้นสักครั้ง มาหลั่งน้ำตาภายหลังจะมีประโยชน์อะไร
ฉันไปเทวาลัยทำพิธีบูชาบูชาอยู่นั้นก็พลันคิดขึ้นมาได้
เมื่อไม่เคยรับใช้บิดามารดาเพียงทำพิธีบูชาจะมีประโยชน์อะไร
ฉันไปชุมนุมฟังธรรมคุรุวาณี ฟังธรรมอยู่ทันทีก็คิดขึ้นได้
เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แต่ไร้เมตตาจิตใจ ประโยชน์อะไรที่จะเรียกว่ามนุษย์
ทานก็ได้ทำแล้ว สวดภาวนาก็สวดแล้ว ให้ทานอยู่ก็พลันคิดขึ้นได้
เมื่อไม่เคยให้อาหารแก่คนอดอยาก ประโยชน์อะไรที่ทำทานมากเป็นแสน ๆ
ไปอาบน้ำคงคาถึงหริทวาร และกาศี อาบน้ำคงคาทันทีฉันก็คิดขึ้นได้
เมื่อชำระกายแต่ไม่ชำระจิตใจ ประโยชน์อะไรที่มาอาบน้ำคงคา
ฉันเรียนพระเวท ฉันเรียนศาสตร์นานา ขณะเรียนอยู่ก็พลันคิดขึ้นได้
เมื่อไม่เคยแบ่งปันความรู้แก่ใคร ประโยชน์อะไรจะเรียกตนเป็นผู้รู้
แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่สถิตแทบเท้าบิดามารดา มาสิ ที่นี่ล่ะ ดินแดนแห่งความหลุดพ้น
เมื่อไม่เคยรับใช้บิดามารดาตน ท่องไปแสวงบุญจะมีประโยชน์อะไร

[แปลเป็นไทยโดย อ.กิตติพงศ์ บุญเกิด]

รางวัลสำคัญของรัฐบาลอินเดีย

• รางวัลที่สำคัญ ได้แก่ Bharat Ratna (Nelson Mandela), Padma Vibhushan, Padma Bhushan, Padma Shri

• รัฐบาลอินเดียได้ถวาย Padma Bhushan ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

• 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561 นายบัควันต์ สิงห์ บิชนอย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เฝ้าถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ปัทมศรี ประจำปี 2561 จากรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย หนึ่งในเครื่องอิสริยาภรณ์ที่สูงสุดลำดับที่ 4 ของสาธารณรัฐอินเดีย โดยถวายแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นอเนกอนันต์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และทรงทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

• โอกาสดังกล่าว สมเด็จพระสังฆราชประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า
"การที่ได้พบกับทุกท่านในวันนี้ ทำให้อาตมภาพย้อนระลึกถึงวันเวลาอันน่าประทับใจ ระหว่างที่ได้ศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย อาตมภาพได้ใช้ชีวิต ศึกษาเล่าเรียนอยู่ ณ ที่นั้นนานแรมปี ประสบการณ์ที่ได้รับมาในครั้งกระนั้นยังมั่นคงถาวรอยู่ในความทรงจำเสมอมา ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้หวนระลึกถึงสัมพันธไมตรีอันดีงามระหว่างไทยกับอินเดียที่มีต่อกันมาเนิ่นนานนับพันปี สายสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของทั้งสองชาติ สามารถผูกผสานน้ำใจผู้คนทั้งสองดินแดนให้เชื่อมกันสนิทเสมือนญาติร่วมวงศ์สกุลเดียวกัน ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีอยู่แล้วว่า ในประเทศไทยมีชาวอินเดียและชาวไทยเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เราทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเป็นอินเดียต่างอยู่ร่วมกันได้ด้วยเมตตาธรรม ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน ทำให้ความแตกต่างทางเชื้อชาติ หรือศาสนา ไม่อาจเป็นอุปสรรคกีดขวางความสมัครสมานสามัคคี

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ณ ดินแดนชมพูทวีป อันเป็นถิ่นฐานของท่านทั้งหลาย แต่ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นประทีปนำทางอันสว่างไสวขจรขจายไปทั่วสากลโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชอาณาจักรไทยนี้ได้ฉันใด น้ำใจไมตรีที่มวลมนุษยชาติมีต่อกัน ด้วยเมตตาธรรมอันเป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ ย่อมเรืองรองสว่างไสวไปทั่วสากลโลก สามารถหยุดความขัดแย้งและภยันตรายจากความเบียดเบียนกันโดยไม่จำกัดดินแดน เชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ได้ ฉันนั้น

'ปัทมะ' แปลว่า ดอกบัว เปรียบได้ดั่งปัญญาที่สามารถยังให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจากโคลนตม จนเบิกบานเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ ส่วน 'ศรี' แปลว่า ความเจริญ ความดีงาม อาตมภาพจึงขอท่านทั้งหลายจงร่วมกันอบรมเจริญปัญญาเพื่อขจัดความมืดบอดในจิตใจมนุษยชาติ เพื่อความเจริญงอกงามในความดี ดุจนาม 'ปัทมศรี' จักได้จรรโลงโลกนี้ให้งดงามไพบูลย์สืบไป"

• Saalumarada Thimmakka วัย 107 ปี ได้รับรางวัล Padma Shri สำหรับการปลูกต้นไม้ 8,000 ต้น ได้รับฉายา Vriksha Mathe (Mother of Trees)
เธอไม่อาจมีลูกได้ เมื่ออายุ 40 ปี เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่หลังจากทำใจได้ เธอก็หันมามองว่า เธอสามารถมีต้นไม้ มีธรรมชาติเป็นลูกได้ เธอจึงหันมาปลูกต้นไม้แทน
.
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย